HOW DOES THIS WORK?

หลักสูตรเปียโนเด็กเล็กเพื่อพัฒนาความฉลาดมีทั้งหมด 3 ขั้นตอนด้วยกัน

  1. มีโครงสร้างของทฤษฎีทางความฉลาดที่ละเอียด อธิบายถึงสิ่งที่เด็กแต่ละคนมีข้อดีข้อเสียได้เป็นอย่างดี
  2. สอนดนตรีด้วยด้วยการพัฒนา 2 ด้านพร้อมกัน เพื่อพัฒนาจุดเด่นจุดด้อยของเด็กตามทฤษฎีความฉลาดแต่ละคนได้
  3. ใช้จิตวิทยาการสอนเพื่อให้นักเรียนสามารถใช้ศักยภาพที่มีในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

1. มีโครงสร้างของทฤษฎีทางความฉลาดที่ละเอียด อธิบายถึงสิ่งที่เด็กแต่ละคนมีข้อดีข้อเสียได้เป็นอย่างดี

ก่อนที่เราจะพูดถึงว่าหลักสูตรดนตรีของเราพัฒนาความฉลาดได้อย่างไร เราอาจจะต้องย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นกันก่อนว่า “ความฉลาด” ที่ว่านี้คืออะไร?

ความฉลาดเป็นคำที่เราใช้กันบ่อย ได้ยินกันบ่อย แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าความหมายจริงๆของคำว่าความฉลาดคืออะไร ครูเกรซเคยได้ยินมาหลายแบบมากๆ ซึ่งแต่ละแบบก็มีความหมายแตกต่างกันสุดๆ เช่น

“คนฉลาดคือคนที่เรียนเก่ง
คนฉลาดคือคนที่ความรู้เยอะ
คนฉลาดคือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
คนฉลาดคือคนที่ร่ำรวย
คนฉลาดคือคนที่หัวไว”

สารพัดคำนิยามต่างๆเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเพียงมุมมองสะท้อนบางด้านของความฉลาด ครูเกรซจึงอยากจะพูดถึงความฉลาดในมุมมองด้านจิตวิทยากันเสียก่อน

จริงๆแล้วในทุกวันนี้ในวงการจิตวิทยาก็ยังมีข้อถกเถียงที่ใหญ่ที่สุดคือ ความฉลาดนั้นคือสิ่งๆเดียวที่ส่งผลต่อความสามารถทางสติปัญญาทุกด้าน หรือว่าความฉลาดมีหลายด้านซึ่งแยกขาดจากกัน

ถ้าแบบแรกเป็นจริง นั่นก็หมายความว่า เราสามารถเรียกคนคนหนึ่งว่าเป็นคนฉลาดได้ และคนฉลาดคนนั้นจะมีความสามารถทางสติปัญญาสูงกว่าคนที่ไม่ฉลาด

แต่ถ้าแบบที่สองเป็นจริงก็ค่อนข้างยากที่จะเรียกว่าใครเป็นคนฉลาด เพราะคนที่ไม่ฉลาดด้านนี้อาจจะฉลาดในด้านอื่นๆ เช่น ไม่ฉลาดด้านคณิตศาสตร์ แต่ฉลาดด้านกีฬาเป็นต้น

ข้อดีในแบบแรกคือ ในการวัดผลด้านสติปัญญา คือ จากการทดลองมักจะพบว่า คนที่มีระดับความฉลาดนั้น มักจะมีความสามารถด้านสติปัญญาสูงในหลายด้าน เช่น ด้านคณิตศาสตร์ ภาษา กลไก แต่ข้อเสียก็คือ เป็นข้อถกเถียงกันว่า ค่าความฉลาดเพียงค่าเดียวจะสามารถอธิบายความสามารถทางการคิดในทุกด้านของมนุษย์ได้จริงหรือ

ข้อดีในแบบที่สองคือ การแบ่งประเภทของสติปัญญานั้นดูชัดเจน และสอดคล้อฃกับความเป็นจริง แต่ข้อเสียคือ บางอย่างสามารถเรียกว่าสติปัญญาได้จริงหรือ? เช่นความสามารถด้านกีฬา จะเรียกว่าเป็นความฉลาด หรือเป็นความสามารถมากกว่ากัน และสุดท้ายแล้ว เมื่อทำการวิจัยก็พบว่า ความฉลาดในด้านใดด้านหนึ่งที่สูง มักส่งผลให้ด้านอื่นๆสูงตามไปด้วย จึงสะท้อนให้เห็นถึงค่าความฉลาดรวมๆที่เป็นค่าเดียว

ในปัจจุบัน ทฤษฎีหนึ่งที่มักนำมาใช้อธิบายความฉลาดไว้อย่างแพร่หลายคือทฤษฎี CHC ซึ่งแบ่งประเภทของความฉลาดไว้เป็นระดับ โดยทุกอย่างอยู่ภายใต้ความฉลาดที่เป็นองค์รวม โดยทฤษฎีนี้มีหลักฐานและงานวิจัยสนับสนุนมากมาย และมีความละเอียดเหมือนแผนที่ของสติปัญญาที่ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ตัวบุคคลได้ว่า มีจุดเด่นและจุดด้อยด้านไหน

2. สอนดนตรีด้วยด้วยการพัฒนา 2 ด้านพร้อมกัน เพื่อพัฒนาจุดเด่นจุดด้อยของเด็กตามทฤษฎีความฉลาดแต่ละคนได้

ในการเรียนดนตรีทั่วไปนั้น ครูมักจะเป็นผู้ที่แก้ปัญหาต่างๆให้กับเด็ก เช่นเด็กเล่นผิด ครูก็จะคอยบอกว่าผิดตรงไหน ทำอย่างไรถึงจะถูก แต่หากเราทำแบบนี้ เด็กถึงจะเล่นเพลงได้ก็จริง แต่ก็จะไม่ได้รับการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเต็มที่

ในทางกลับกัน ลักษณะการสอนของเรา จะเน้นให้เด็กคิดแก้ปัญหาต่างๆด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นคนคอยกระตุ้น ทำให้เมื่อเด็กเล่นผิดหรือเล่นได้ไม่ดี ครูจะคอยถามเพื่อให้เด็กคิดว่าผิดที่ตรงไหน ผิดเพราะอะไร และความจะแก้ปัญหาต่างๆที่ผิดนี้ได้อย่างไร?

การฝึกสอนดนตรีในลักษณะนี้ ทำให้เด็กได้รับประโยชน์ 2 ด้านพร้อมๆกันคือ 

1. ได้รับการพัฒนาความฉลาดจากการฝึกเล่นเครื่องดนตรี

จากงานวิจัยในปัจจุบันพบว่า การพัฒนาความฉลาดจากการฝึกเล่นเครื่องดนตรีนั้น มีตัวแปรสำคัญหลักๆ 2 ข้อคือ ความจริงจัง เข้มข้นในการเรียน และ ความสามารถในการเล่นเปียโนได้อย่างมืออาชีพ จึงจะเกิดผลพัฒนาความฉลาดมากที่สุด

การเล่นดนตรีได้อย่างมืออาชีพนั้น จึงหมายถึงการที่นักเรียนคนนั้นจะต้องสามารถฝึกเพลงต่างๆได้ด้วยตนเอง มีวิธีคิดในการฝึกซ้อม ความเข้าใจโน้ตต่างๆที่ถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงแค่การเล่นเลียนแบบตามครู หรือรอครูสอนเป็นเพลงๆ ดังนั้นการสอนให้เด็กมีคสวามเป็นนักเปียโนมืออาชีพนั้นจึงเหนือการกว่าสอนเพลงทั่วไป หากแต่เป็นการสอนทั้งทักษะที่เก่งและวิธีคิดที่ทำให้เด็กเข้าใจดนตรีอย่างแท้จริงอีกด้วย

2. ได้รับการพัฒนาความฉลาดจากการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา วางแผน เพื่อให้สามารถเล่นบทเพลงนั้นๆได้อย่างถูกต้อง

บทเพลงแต่ละเพลงจึงเป็นเหมือน Puzzle ที่เด็กจะค้องขบคิดและหาทางออกให้ได้ด้วยตนเอง เราจึงสามารถที่จะออกแบบบทเรียนต่างๆให้พัฒนาความฉลาดด้านต่างๆที่ต้องการได้ เช่น

หากต้องพัฒนาความฉลาดด้าน Fluid reasoning ซึ่งเป็นความฉลาดในการแก้ปัญหาใหม่ๆโดยไม่ต้องอาศัยความรู้เดิม ครูสาสารถให้เด็กเล่นเพลงสั้นๆที่ไม่เคยมาก่อน โดยอาศัยการช่วยการคิดร่วมกันกับครูว่าเพลงที่เล่นนี้มีปัญหาอะไร และจะแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในเพลงได้อย่างไร

แต่หากต้องการพัฒนาความฉลาดด้าน Short-term working memory ซึ่งเกี่ยวกับการจดจ่อสมาธิในการคิดและเชื่อมโบงข้อมูลต่างๆในระยะเวลาสั้นๆ ครูสามารถฝึกเด็กโดยการเน้นการเล่นเพลงที่มีประโยคสั้นๆให้เหมือนครู เมื่อได้แล้วก็เปลี่ยนประโยคใหม่ เพื่อฝึกสมาธิและการจดจำข้อมูลระยะสั้นของเด็กให้เพิ่มขึ้น

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า หากมีทฤษฎีทางความฉลาดที่ละเอียดมากพอที่แบ่งความฉลาดด้านต่างๆอย่างชัดเจน เราสามารถใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความฉลาดด้านต่างๆได้อย่างง่ายดาย

3. ใช้จิตวิทยาการสอนเพื่อให้นักเรียนสามารถใช้ศักยภาพที่มีในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

มีคำกล่าวง่ายๆที่มักจะพูดกันติดปากในหมู่ผู้ปกครองว่า “ถ้าตั้งใจก็ทำได้หมด” ซึ่งเด็กเล็กๆนั้นไม่ได้มีปัญหาในการเรียนจากสติปัญญาหรืออะไร แต่มักจะมาจากความสามารถในการควบคุมตนเองให้ตั้งใจเรียนมากกว่า

เนื่องจากการเรียนเปียโนที่สามารถพัฒนาความฉลาดของผู้เรียนได้แย่างสูงสุดนั้น ต้องเป็นการเรียนที่จริงจัง เข้มข้น และใช้ความคิดเยอะ แต่ในทางกลับกัน ความจริงจังดังกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นการดุ ความเครียด เสมอไป

ในการที่เด็กจะสามารถทำสิ่งที่ยากและใช้ความคิดเยอะๆได้นั้น เด็กต้องสามารถที่จะจดจ่ออยูากับสิ่งนั้นๆได้ ซึ่งต้องอาศัยแรงบันดาลใจของเด็ก ความอยากเรียนรู้ในวิชานั้นๆ ความรู้สึกสนุก เพื่อให้เด็กสามารถฟันฝ่าความยากและสลับซับซ้อนต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจิตวิทยาการสอนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

หากขาดจิตวิทยาการสอนแล้ว เมื่อเด็กมาเรียนแล้วไม่ตั้งใจ ซน หรือไม่อยากคิดเรื่องที่สลับซับซ้อน ทางเลือกที่ครูทำได้อาจทำได้แค่ ดุ หรือบังคับให้มาเรียน ซึ่งสุดท้ายถึงจะเรียนได้ แต่ก็เกิดจากความกลัว ทำให้ความกล้าที่จะคิด และสร้างสรรค์ลดลงตามไปด้วย

จิตวิทยาการสอนจึงเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำให้เด็กจดจ่อกับการเรียนเปียโนได้อย่างสนุกสนานและได้ใช้ความคิดอย่างเต็มที่

ด้วยหลักการทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ ทำให้เราสามารถพัฒนาความฉลาดของเด็กแต่ละคนได้อย่างเต็มที่และสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน